ผู้เขียน หัวข้อ: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++  (อ่าน 1166 ครั้ง)

เจน

  • บุคคลทั่วไป
+++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 10:27:21 pm »
กำลังจะลอง fast-5 ค่ะ ต้องทำงานค่ะแต่ถ้าไม่ทานอาหารเช้าจะเป็นอันตรายไม๊คะ กลัวจะเบลอๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ค่ะ

แนะนำด้วยนะคะ

ออฟไลน์ [[atheist]]

  • ปู่โสม
  • Administrator
  • เทพ
  • *****
  • กระทู้: 541
  • Karma: +23/-1
  • แค่พยายามจะเรียนรู้ คนก็ฉลาดขึ้น
    • อีเมล์
Re: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 11:12:43 pm »
คนในนี้ก็มีงานตอนเช้า หรือไม่ก็เรียน กันทั้งนั้นจ้า
ลองอ่านหนังสือส่วนทฤษฏีหน้าท้ายๆ ดูนะ แล้วจะเข้าใจว่าทำไมถึงไม่เป็นอะไร
แล้วก็ ดูเหมือนจะไม่แน่นทฤษฏี ถ้ายังไง ลองเดินเล่นในบอร์ดนี้ดุก่อนก็ได้ มีคำตอบซ่อนไว้เต็มเลย
และก็อย่าลืมadjustนะครับ

เจน

  • บุคคลทั่วไป
Re: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 11:50:41 pm »
ขอบคุณมากค่ะ พรุ่งนี้จะเริ่มแล้ว

zydrah

  • บุคคลทั่วไป
Re: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 11:52:56 pm »
ถ้าเกิดกลัวอันตราย ก็เลือก eating window ช่วงเช้าก็ได้คับ เพื่อความสบายใจ
ส่วนตัวผมเลือกเวลา 9.00-14.00 เพราะเป็นเวลาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผมมากที่สุด

นี่แหละคับ ข้อดีของ fast-5 คือความยืดหยุ่นและปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
คุณสามารถเลือกช่วง eating window เป็นช่วงไหนก็ได้ตามที่คุณสะดวก
แต่ที่สำคัญของ fast-5 คือ การอด 0 แคลอรี่ เป็นเวลา 19 ชม.คับ

อย่าลืม adjustment ก่อนนะคับ

ออฟไลน์ Jackson5

  • อุปเทพ
  • ****
  • กระทู้: 431
  • Karma: +21/-0
Re: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2007, 05:37:29 am »
ยังไงลองค้น ๆ ดูกระทู้เก่า ๆ ดูนะครับ มีคนตอบไปหลายรอบแล้ว

ถ้าเอาแบบกระชับก็อ่านหนังสือเลยครับ ตามแบบที่คุณ Atheist แนะนำครับ
The single greatest workout tool in my arsenal is my kettlebell.

ออฟไลน์ a

  • เทพ
  • *****
  • กระทู้: 695
  • Karma: +36/-0
  • Fast way to better health
Re: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2007, 08:16:07 am »
จริงๆ แล้ว Fast-5 ก็มีอาหารเช้า (break-fast) ในแบบของ Fast-5 เหมือนกันนะครับ มันก็คืออาหารคำแรกที่มีแคลอรีที่คุณกินหรือดื่มเพื่อยุติ (break) การงดอาหาร (fast) นาน 19 ชั่วโมงนั่นเอง

หนึ่งในเหตุผลหลักที่เราถูกแนะนำให้กินอาหารเช้าก็คือ เพราะร่างกายและสมองขาดพลังงานจากอาหารมาทั้งคืนแล้ว ดังนั้นจึงต้องเติมพลังงานด้วยการกินอาหารเช้า ตามด้วยอาหารกลางวัน อาหารเย็น รวมทั้งของว่าง ของกินเล่นระหว่างวันอีกไม่รู้เท่าไหร่ การเติมพลังงานลักษณะนี้ทำให้มีแต่การสะสมพลังงานสำรองโดยที่ไม่ค่อยได้ใช้ ยิ่งเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้แรงงานหรือไม่ค่อยออกกำลังกายด้วยแล้วก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

ในขณะที่ Fast-5 ใช้การเติมพลังงานแค่ช่วงเดียวของวัน (eating window) จากนั้นอีก 19 ชั่วโมง (fasting period) ก็จะใช้พลังงานสำรองที่เก็บไว้ในร่างกายของคุณ มันก็คือไขมันที่เก็บไว้ในรูปไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในเซลล์ไขมัน (fat cell) และกลูโคส (glucose) ที่เก็บไว้ในรูปไกลโคเจน (glycogen) ตามตับและกล้ามเนื้อ พลังงานสำรองที่ว่านี้ก็มาจากอาหารที่คุณกินใน eating window 5 ชั่วโมงนั่นเอง (ดังนั้นใครที่จงใจกินน้อยใน 5 ชั่วโมงนี้ก็จงระวังตัวไว้ด้วย) การที่เราต้องงดอาหารที่มีแคลอรีในช่วง fasting period 19 ชั่วโมงก็เพื่อไม่ให้กลไกของการใช้พลังงานสำรองต้องหยุดชะงักลง เพราะเมื่อมีแคลอรีจากอาหาร ร่างกายก็จะเปลี่ยนจากการใช้พลังงานสำรอง มาใช้พลังงานสดที่ได้จากอาหารพร้อมทั้งเก็บพลังงานส่วนเกินที่เหลือไว้ในรูปไกลโคเจนและไขมัน ซึ่งเป็นไปตามกลไกการเอาชีวิตรอดของร่างกาย [อ่านบท The Physiology of Fast-5 ในหนังสือเพิ่มเติม]

เมื่อเกิดวงจรของการรับพลังงานเข้ามาและใช้พลังงานออกไป นานๆเข้าก็เกิดความไม่สมดุลย์ คือพลังงานที่รับเข้ามา น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป เพราะพลังงานสำรอง (ไกลโคเจนและไขมัน) ที่สะสมไว้ถูกใช้ไปเรื่อยๆ ในช่วงงดอาหาร 19 ชั่วโมง โดยไขมันจะถูกนำมาใช้ในสัดส่วนที่มากขึ้นและบ่อยขึ้น ประกอบกับการที่คุณเริ่มกินน้อยลง น้ำหนักที่เกิดจากไขมันส่วนเกินก็จะค่อยๆลดลงในช่วง Active Loss หรือน้ำหนักจะไม่เพิ่มขึ้นในช่วง Maintenance เพราะไม่มีการสะสมพลังงานสำรองในรูปไขมันเกินความจำเป็น เพราะเกิดความสมดลุย์ระหว่างพลังงานที่รับเข้ามาและพลังงานที่ใช้ออกไป ถ้าตามกฏฟิสิกส์พื้นฐานง่ายๆคือ moment = 0 ที่จุดหมุนนั่นเอง

ส่วนเรื่องความหิว และข้างข้างเคียงที่เกิดจากการงดอาหารเช้า (breakfast) อย่างฉับพลันเช่น หน้ามืด มึนๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก รู้สึกไม่สดชื่น ฯลฯ นั้นก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณที่บ่งบอกว่า อาหารเช้าคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณที่จะขาดไม่ได้ ขาดแล้วต้องตาย สมองเสื่อม แบบที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน ที่เป็นแบบนี้ก็น่าจะเป็นเพราะ ร่างกายของเราชินกับการกินอาหารเช้ามาทั้งชีวิต พอเราไปงดแบบฉับพลัน พวกฮอร์โมนและระบบต่างๆ ในร่างกายที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร และการใช้พลังงานก็ปั่นป่วน เลยเกิดผลข้างเคียงอย่างที่กล่าวไป แต่ถ้าเราค่อยๆ ฝึกจนร่างกายสามารถปรับตัวและเคยชินกับการไม่มีอาหารเช้าได้แล้ว มันก็ไม่มีปัญหา Fast-5 มีขั้นตอนการฝึกที่ว่านี้ในบท Adjustment ในหนังสือ หรือลองดูที่นี่

http://www.myfast-5.com/forums/index.php/topic,58.0.html


อ่านมาถึงตรงนี้คุณก็คงพอสรุปได้แล้วว่า อาหารเช้า (breakfast) อาหารวันละ 3 มื้อ ที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่ามันดีนั้น มีส่วนทำให้พวกเขาอ้วนกันได้อย่างไร เหอๆ  ;D
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 14, 2007, 11:32:10 am โดย a »

ออฟไลน์ a

  • เทพ
  • *****
  • กระทู้: 695
  • Karma: +36/-0
  • Fast way to better health
Re: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2007, 09:33:29 am »
ต่อ...

เมื่อถามว่า ทำไม Fast-5 ต้องให้งดอาหาร 19 ชั่วโมง? ทำไมร่างกายของเราต้องเก็บพลังงานสำรองไว้ในรูปไขมัน? การที่จะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องย้อนเวลากลับไปในสมัยที่มนุษย์เริ่มวิวัฒนาการและสมัยที่มนุษย์ยังคงดำรงชีพด้วยวิถีชีวิตแบบ นักล่า-นักเก็บของป่า (hunter-gatherer) ซึ่งตรงนี้
มี fast-fiver ท่านหนึ่งได้อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ได้ดีมากที่บอร์ดพันทิป อ่านแล้วคุณจะเข้าใจทันทีว่า การงดอาหาร (fasting) ใน Fast-5 นั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องอันตรายอย่างที่คนทั่วไปคิด ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีการ fasting ถ้าร่างกายไม่มีกลไกเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ว่านี้ มนุษย์เราคงสูญพันธุ์
ไปจากโลกนี้หมดแล้วครับ  ;)




-------------------------------------------------------------------------------------------------------


มาถึงประเด็นเรื่องสูตรพื้นฐานของการลด+ควบคุมน้ำหนักที่ว่าด้วย "การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย" กันบ้าง มาดูกันซิว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกับ Fast-5

ก่อนอื่นคุณต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า คุณควบคุมอาหารไปทำไม? คุณออกกำลังกายไปเพื่ออะไร? คำตอบแบบรวบรัดก็คือ เพื่อสร้างความสมดุลย์ระหว่างพลังงานที่ได้จากอาหารและพลังงานที่ใช้ออกไป มันจะได้ไม่มีพลังงานส่วนเกินจากอาหารสะสมเป็นไขมัน
ส่วนเกินในร่างกายมากเกินไป ถ้ามีมากเกินไปมันก็อ้วน

แล้วคุณคิดว่า ที่มาของหลักการสร้างความสมดุลย์ระหว่างพลังงานฯ อันเป็นที่มาของสูตรพื้นฐาน การควบคุมอาหารและออกกำลังกายนั้นมาจากไหน? มาจากปากของแพทย์หรือนักโภชนาการของกระทรวงสาธารณสุขประเทศบาลูบาตูหรือเปล่า?

คำตอบแบบรวบรัดคือ มันมาจากรูปแบบวิถีชีวิตของมนุษย์ที่ธรรมชาติบรรจงออกแบบมาให้เราเป็น ตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการย้อนกลับไปเมื่อหลายล้านปีก่อนโน้นนนนนนน....

แล้วเราต้องมีวิถีชีวิตแบบที่ว่านี้เพื่ออะไร? คำตอบคือ "ก็เพื่อเอาชีวิตรอดไงละจ๊ะ" เพราะมนุษย์ palaeolithic คงไม่ได้มีชีวิตที่สะดวกสบาย พอหิวก็เปิดตู้เย็นหรือเดินเข้า 7-11 ไปหาอาหารไขมันต่ำ อาหารแคลอรี่ต่ำ แล้วมาแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ 6 มื้อต่อวันแล้วทาน พร้อมกับนั่งล้อมวงในถ้ำนับแคลอรี่กันสุดฤทธิ์ จากนั้นก็ไปเล่นโยแคะหรือไปเข้ายิมปั่นจักรยานเพื่อเบิร์นแคลอรี่ หุหุหุ

[1] ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคก่อนสังคมเกษตรกรรมย้อนกลับไปเมื่อหลายล้านปีก่อน มนุษย์ในยุคเริ่มแรกนั้นมีชีวิตที่ยากลำบาก มีวิถีชีวิตแบบ hunter-gatherer ที่เกือบทั้งชีวิตมีแต่การดิ้นรนเพื่อหาอาหารและเอาชีวิตรอดจากสัตว์ร้าย อาหารเป็นสิ่งหายาก ขึ้นอยู่กับดวง ฝีมือ ฤดูกาล ถ้าคุณอยากมีชีวิตรอด คุณต้องแข็งแรง คุณต้องออกล่า คุณต้องต่อสู้กับเหยื่อและศัตรู กิจกรรมพวกนี้ต้องใช้แรงกายและใช้พลังงานทั้งนั้น

[2] ถ้าโชคดีล่าสัตว์ได้ทุกวันก็ได้ทานทุกวัน แต่ก็อาจทานได้แค่วันละครั้งและต้องทานเข้าไปให้มากที่สุด เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีในการถนอมอาหาร และยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีอาหารให้ทานอีก เพราะถ้าโชคไม่ดีหรือเป็นฤดูที่แห้งแล้งขาดแคลน ก็ล่าสัตว์และหาอาหารไม่ได้ คุณก็ต้องอด และไม่ใช่แค่อดวันเดียว แต่อาจจะต้องอดกันหลายวัน ต้องดำรงชีพด้วยพลังงานสำรองที่ได้จากอาหารซึ่งสะสมไว้ในรูปไกลโคเจนและไขมัน ไกลโคเจนและไขมันเปรียบเสมือนตู้เย็นสำหรับเก็บอาหารตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์

มาถึงตรงนี้บางคนคงจะเข้าใจแล้วว่า สองอย่างนี้มีประโยชน์และควรจะถูกใช้ตอนไหน เพราะมนุษย์สมัยใหม่บางคนคิดว่า ไขมันในร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ มีเอาไว้ก็ไม่เคยได้ใช้ ต้องไปทำ คาร์ดิโอ คาร์ดิเอวววว กัน 30-60 นาทีแบบที่ท่องๆ กันมาเพื่อเอาไขมันออกอย่างเดียว ซึ่งก็ในเมื่อธรรมชาติออกแบบมาให้ร่างกายเราต้องเก็บไขมันแบบนี้ แต่วิถีชีวิตของมนุษย์ยุคใหม่ที่ทานอาหารกันทั้งวี่ทั้งวัน วันละ 3 มื้อบาง 6 มื้อบ้าง ทานจนล้นเกินจนต้องไปหาวิธีเอาไขมันออก แล้วงี้คุณเคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า วิถีชีวิตที่เกี่ยวกะการทานอาหารของเรามันผิดธรรมชาติ มันฝืนธรรมชาติอยู่หรือเปล่า?

จาก [1] และ [2] คุณคงจะพอสรุปได้แล้วว่า มันคือความสมดุลย์ระหว่างพลังงานที่ได้จากอาหารและพลังงานที่ใช้ออกไปเพื่อการดำรงชีพ ซึ่งเป็นที่มาของ การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย และด้วยวิถีชีวิตแบบนี้ มนุษย์ในยุคนั้นยังสามารถมีอาหารเช้า มีอาหารวันละ 3 มื้อทุกวันได้ด้วยหรือ  แล้วถ้าอาหารเช้า อาหารวันละ 3 มื้อสำคัญอย่างที่มนุษย์ยุคใหม่เชื่อกันจริงๆ ป่านนี้ก็คงไม่มีมนุษย์อย่างพวกเรา เพราะบรรพบุรุษของเราคงสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้หมดแล้วเพราะขาดอาหารเช้าและขาดอาหารวันละ 3 มื้อแล้วอ่ะ  หุหุหุ

ก็ในเมื่อ Fast-5 เป็นการจำลองวิถีชีวิตของมนุษย์ในแบบที่ธรรมชาติสร้างมาให้เราเป็นตาม [1] และ [2] แล้วงี้คุณยังจะคิดว่า Fast-5 มันแปลกหรือผิดธรรมชาติอีกหรือ? คุณคิดว่าระหว่าง Fast-5 และสูตรควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย ใครกันแน่ที่เป็นธรรมชาติ ใช้สิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาให้เราเป็นได้เนียนกว่ากัน หาก Fast-5 ใช้แนวคิดการจำลองวิถีชีวิตของมนุษย์ฯ แบบที่ว่าไปเพื่อสร้างความสมดุลย์ระหว่างพลังงานฯ คุณคิดว่า Fast-5 แตกต่างจากการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายหรือไม่อย่างไร

เพราะสังคมเกษตรกรรมเมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้วที่ทำให้มนุษย์สามารถผลิตอาหารได้เองโดยไม่ต้องออกล่า ทำให้มีอาหารเหลือเฟือ ทำให้ทานได้ทันทีทุกเวลาที่ต้องการ พอมีเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวก็ยิ่งซับซ้อนเข้าไปใหญ่ ดังนั้น Fast-5 จึงต้องใช้ trick บางอย่างเช่นการ fast เพื่อให้การจำลองวิถีชีวิตฯ ที่ว่าทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพในยุคที่มีแต่อาหาร ไปที่ไหนก็มีแต่อาหารที่หาได้ง่ายๆ โดยแทบไม่ต้องใช้พลังงานอะไรเลย
ซึ่งการ fast ที่ว่านี้ก็ไม่ได้ผิดธรรมชาติอะไรเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์นับตั้งแต่เกิดมาบนโลกใบนี้ หนำซ้ำถ้าไม่มีมันมนุษย์ก็คงสูญพันธุ์ไปหมดแล้วอ่ะ



ตะก่อนเราก็ไม่เข้าใจแนวคิดของ Fast-5 แต่พอเริ่มศึกษา ค้นคว้า ทำการบ้าน (ไม่ใช่มองแค่เปลือก) ก็พอเข้าใจแนวคิดตรงจุดนี้ มันเลยทำให้เราตาสว่าง เลิกสนใจการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายแบบเดิมๆ นั้นทันที

Fast-5 เป็น tactics ที่จะช่วยให้คุณควบคุมอาหารและการออกกำลังกายได้ง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้น คุณไม่ต้องฝืนงดอาหารมากเกินไป ไม่ต้องนับแคลอรี่ ไม่ต้องไปออกกำลังกายแบบหักโหมเพื่อรีดไขมันออก ไม่ใช่สูตรลัดตามแฟชั่นอะไรอย่างที่บางคนเข้าใจ เพราะมันมีอะไรที่ลึกซึ้งและ advanced มากว่าเปลือกที่เห็น Fast-5 เป็นการบูรณาการกันระหว่าง ความรู้เรื่องโบราณคดีและวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สมัยใหม่จ้าาาา


http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L5399125/L5399125.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2007, 09:41:53 am โดย a »

เจน

  • บุคคลทั่วไป
Re: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2007, 11:05:20 am »
get แล้วจ้า ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ

ออฟไลน์ blackknight

  • Administrator
  • เทพ
  • *****
  • กระทู้: 689
  • Karma: +25/-0
    • iFitandFine.com
    • อีเมล์
Re: +++อดอาหารเช้า ไม่เป็นอันตรายเหรอคะ?+++
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2009, 08:17:38 am »
ผมขอขุดกระทู้นี้ขึ้นมาอีกที เพื่อประดับความรู้ของพวกเรา



[Started Date] (Phrase3) 24/08/2009      [EW] 12:00 - 17:00
[Work Out] Athletic Body Workout